Q&A

คำถามที่พบบ่อย

รวมคำถามและคำตอบเกี่ยวกับคำสอนของอาจารย์ริชชี่

ทำไมถึงใช้คำว่า "แก้กรรม"

เหตุผลที่คุณริชชี่เลือกใช้คำว่า "แก้กรรม" แม้ในความหมายที่แท้จริงจะคือการขออโหสิกรรมนั้น มีรายละเอียดดังนี้:

เพื่อความสะดวกในการสื่อสาร: คุณริชชี่ระบุว่าคำว่า "แก้" ถูกนำมาใช้เพียงเพราะเป็นชื่อเรียกที่สั้นและเข้าใจได้ง่ายกว่าสำหรับคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงชื่อเรียกที่สมมติขึ้นมาซึ่งอาจทำให้เกิดการตีความที่คลาดเคลื่อนได้หากไม่เข้าใจแก่นแท้

นิยามที่แท้จริงคือการ "ขอโทษ": ในมุมมองของคุณริชชี่ การแก้กรรมไม่ใช่การทำพิธีกรรมเพื่อลบล้างสิ่งที่เคยทำไปแล้ว แต่คือการ "ขออโหสิกรรม" หรือการ "ขอโทษ" ต่อเจ้ากรรมนายเวร เนื่องจากกรรมที่เกิดขึ้นแล้วนั้นยากจะทำให้หายไปได้ทันที แต่สามารถทำให้ "ผ่อนหนักเป็นเบา" ได้

ไม่ใช่การลบล้างแต่คือการเจรจา: การทำสมาธิเพื่อแก้กรรมไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อลบล้างกรรมชั่วที่เคยทำมา แต่เป็นเครื่องมือในการ "สื่อสาร" เพื่อแสดงความสำนึกผิดต่อคู่กรณีหรือเจ้ากรรมนายเวร หากเจ้ากรรมนายเวรรับรู้ถึงความจริงใจและยอมให้อภัย แรงอาฆาตจะถูกดึงกลับไปและทำให้ปัญหานั้นคลี่คลายลง

การปรับเปลี่ยนกระแสจิต: เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนจากกระแสความ "อาฆาต" ให้กลายเป็น "เมตตา" ซึ่งหากเจ้ากรรมนายเวรยอมรับการขอโทษและยุติการจองเวร กรรมนั้นก็ถือว่ายุติลงทั้งสองฝ่าย

การแก้ไขที่ต้นเหตุ (จิต): คุณริชชี่ย้ำว่ากรรมเกิดจากจิตและฝังอยู่ในจิต ดังนั้นหากจะแก้ก็ต้องแก้ที่จิตผ่านการฝึกสมาธิ การไปทำบุญตักบาตรหรือถวายสังฆทานเพียงอย่างเดียวโดยไม่เคยขอโทษเจ้ากรรมนายเวร เปรียบเสมือนการมีหนี้ค้างแต่ไม่เคยไปชดใช้หรือเจรจากับเจ้าหนี้เลย

ดังนั้น แม้จะใช้คำว่า "แก้กรรม" แต่โดยแก่นแท้แล้วคือกระบวนการ "เรียนรู้กรรมเก่าเพื่อสร้างธรรมใหม่" โดยใช้สติและสมาธิเป็นกุญแจสำคัญในการขอโทษและยุติพันธสัญญาแห่งความจองเวร